รุ้งกินน้ำกลางทุ่งนา
เมื่อวิทยาศาสตร์ไม่ทำให้ความมหัศจรรย์หายไป
บทความโดย VchaiBlog

เย็นวันหนึ่งหลังฝนตก
เย็นวันหนึ่งช่วงปลายเดือนสิงหาคม ผมออกมาเดินเล่นตามท้องทุ่งนาในชนบท หลังฝนตกได้ไม่นาน ทุกอย่างดูสดชื่นและมีชีวิตชีวา กลิ่นหอมของใบข้าวโชยมาเติมพลัง เสียงน้ำไหลตามคันนาเหมือนเสียงจากท้องฟ้าที่ส่งความอุดมสมบูรณ์ลงมาสู่พื้นดิน ผมปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป แล้วเดินเล่นอย่างสบายใจ
สิ่งที่ไม่คาดคิดบนท้องฟ้า
แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็ปรากฏขึ้น บนท้องฟ้าด้านตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ รุ้งกินน้ำพาดผ่านท้องฟ้าหลังฝน เฉดสีเรียงตัวกันอย่างบรรจง รูปร่างโค้งมนเหมือนใครบางคนตั้งใจวาดเอาไว้
มันคือปรากฏการณ์ธรรมดาที่วิทยาศาสตร์อธิบายได้ แต่ไม่ได้ปรากฏให้เห็นทุกครั้ง เพราะต้องมีทั้งหยดน้ำในอากาศ แสงแดด และตำแหน่งของคนมองที่เหมาะสม
รุ้งกินน้ำปรากฏอยู่ไม่นาน ความมหัศจรรย์ราวเวทมนตร์ทำให้มันดูเหมือนของวิเศษ จากนั้นสภาพอากาศก็ค่อย ๆ เปลี่ยน สายรุ้งจางหายไป ทิ้งไว้เพียงความงามและความฉงนในใจของคนที่ยืนมอง
มันปรากฏขึ้นไม่นาน และเพราะช่วงเวลาที่เรามองเห็นนั้นสั้นนัก การปรากฏตัวของมันจึงมีความหมาย

เด็กชายผู้เคยตามหาปลายรุ้ง
ผมนึกถึงสมัยเด็ก เคยมีคนเล่าให้ฟังว่าที่ปลายรุ้งกินน้ำมีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ และผมก็เชื่อสนิทใจในวัยเยาว์
ครั้งหนึ่งผมเคยเห็นรุ้งกินน้ำพาดผ่านทุ่งนา จึงออกเดินตามหาสมบัติที่ปลายรุ้ง เพราะอยากรู้ว่ามีอยู่จริงหรือเปล่า ทันทีที่รุ้งปรากฏขึ้นหลังฝนตก ผมก็เดินตรงไปหาปลายของมัน แต่ยิ่งเดินเข้าใกล้ มันยิ่งดูเหมือนถอยออกห่าง
ผมจึงวิ่งไล่ตาม และยิ่งวิ่ง สายรุ้งก็ยิ่งหายไป สุดท้ายผมเหนื่อยแทบขาดใจ จึงหยุดมองรุ้งซึ่งดูเหมือนอยู่ไม่ไกลจากสายตา แต่กลับห่างไกลจากสองขาเหลือเกิน
วันนั้นผมพบคำตอบด้วยตัวเองว่า ปลายรุ้งไม่ใช่สถานที่ที่เราเดินไปถึงได้ และไม่มีสมบัติวางรออยู่ตรงนั้น มีเพียงความกระหายใคร่รู้ของเด็กคนหนึ่งที่อยากหาคำตอบ ก่อนจะได้คำตอบกลับบ้านด้วยตัวเอง
เมื่อวิชาฟิสิกส์อธิบายสิ่งมหัศจรรย์
จนกระทั่งมีโอกาสเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย วิชาฟิสิกส์จึงช่วยไขความกระจ่างให้ผมเข้าใจว่า รุ้งกินน้ำเป็นปรากฏการณ์ทางแสง เมื่อแสงอาทิตย์ผ่านเข้าไปในหยดน้ำ แสงจะหักเห แยกออกเป็นสีต่าง ๆ สะท้อนภายในหยดน้ำ แล้วหักเหอีกครั้งเมื่อออกมา จนเดินทางมาถึงสายตาของผู้มองในมุมที่พอดี
สายรุ้งจึงไม่ได้ตั้งอยู่ ณ จุดหนึ่งเหมือนต้นไม้หรือบ้าน แต่เป็นภาพที่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหยดน้ำ แสงอาทิตย์ และผู้สังเกต นั่นคือเหตุผลที่ปลายรุ้งดูเหมือนเคลื่อนห่างออกไปเมื่อเราเดินตาม
การใช้วิทยาศาสตร์ทำความเข้าใจธรรมชาติ ไม่ได้ทำให้ความมหัศจรรย์ของรุ้งกินน้ำในตัวผมหายไปเลย สายรุ้งยังคงปลุกเร้าจินตนาการ ความหวัง และความฉงนในเชิงปรัชญาเหมือนเดิม
คำถามของผู้ใหญ่และเด็กที่ยังอยู่ข้างใน
เย็นนี้ผมมองรุ้งกินน้ำด้วยสายตาของผู้ใหญ่ที่รู้คำตอบของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่เด็กในตัวผมยังคงสงสัยอยู่เสมอว่า ถ้าผมขึ้นไปนั่งบนส่วนโค้งของรุ้งบนท้องฟ้า ผมจะมองเห็นอะไร
ถ้ารุ้งกินน้ำไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมดา แต่มาพร้อมความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต ความเปลี่ยนแปลงนั้นคืออะไร หรือถ้าผมกลายเป็นรุ้งกินน้ำ การปรากฏตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ จะมีความหมายกับชีวิตของคนอื่นหรือไม่
ผมปล่อยให้คำถามมากมายเดินทางผ่านไป โดยไม่จำเป็นต้องตอบทุกคำถาม เหมือนสายรุ้งที่พาดผ่านท้องฟ้า โดยไม่สนว่าใครจะหยุดมองมันหรือไม่
บางสิ่งงดงาม ไม่ใช่เพราะอยู่กับเราตลอดไป แต่เพราะมันมาถึงในเวลาที่พอดี และทิ้งบางอย่างเอาไว้ในใจ ก่อนจะค่อย ๆ จางหายไป…
บันทึกจากท้องนา
จากใจ VchaiBlog

หมายเหตุด้านข้อมูลและความปลอดภัย
บทความนี้ใช้คำว่า “หลังฝนตก” ตามประสบการณ์ของผู้เขียน แต่รุ้งอาจเกิดขึ้นขณะที่ยังมีหยดน้ำลอยอยู่ในอากาศและมีแสงอาทิตย์ส่องมาจากด้านหลังผู้มอง ไม่จำเป็นต้องรอให้ฝนหยุดสนิท หากยังได้ยินเสียงฟ้าร้องหรือเห็นฟ้าแลบ ไม่ควรยืนชมรุ้งหรือถ่ายภาพอยู่กลางทุ่งโล่ง ควรเข้าไปในอาคารที่มั่นคงหรือรถยนต์หลังคาแข็งก่อน