ความฝันในวันที่ฟ้าปกคลุมด้วยควันไฟ

บ่ายวันหนึ่งช่วงต้นเดือนเมษายน ท่ามกลางหมอกฝุ่นควันไฟป่า และ PM 2.5 จนมองไปทางทิศไหนก็สลัวไร้ความกระจ่าง ทุกอย่างรอบตัวผมปกคลุมไปด้วยควันสีขาวลอยเต็มไปหมด หากหายใจโดยปราศจากหน้ากากป้องกันจะได้กลิ่นควันไฟ และแสบจมูก จนยากที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ
สถานการณ์รอบตัวผมตอนนี้ อึดอัด ไม่สดชื่น มองไม่เห็นปลายทาง เหมือนโลกค่อยๆ ลดออกซิเจนลงทีละน้อย จนรู้สึกได้ถึงความเหนื่อยหอบ และไม่มีเรี่ยวแรง หรือจริงๆ แล้ว ดาวเคราะห์ดวงนี้กำลังไม่เหมาะที่จะใช้ชีวิตอยู่อีกต่อไป
แต่เมื่อเปิดดูข่าวสารต่างๆ ส่วนอื่นของโลกยังเป็นปกติมีออกซิเจนเหลือเฟือให้หายใจ มีเพียงบ้านผม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่ปกคลุมไปด้วยหมอกควันไฟป่า และ PM 2.5 ใช่แล้วครับ เฉพาะภาคเหนือของประเทศไทยที่กำลังเจอมลพิษทางอากาศอันหนักหนาจนยากจะหาทางแก้ไขได้
ความฝันเล็กๆ ก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นมา นี้ถ้าผมมีทรัพยากรเพียงพอ ผมจะย้ายที่อยู่ใหม่ไปเรื่อยๆ มีรถดีๆ สักคัน ขนเสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ออกเดินทางร่อนเร่พเนจรท่องเที่ยวไปทั่วไปไทยอย่างอิสระ โดยมีแผนการคร่าวๆ ดังนี้
ช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ผมจะไปใช้ชีวิตอยู่ภาคใต้ สูดกลิ่นลมทะเล นั่งมองเกลียวคลื่น หลับตาใต้แสงจันทร์ พร้อมคืนวันอันสุขสงบในสวนยางพารา ต้นมะพร้าว เรือประมง มันช่างร้อนชื้น ออกซิเจนเต็มปอด และสบายใจ
ช่วงหน้าฝน ฤดูน้ำหลาก ไปสัมผัสวิถีชาวนาที่ภาคอีสาน ดูวิถีชีวิตชนบท นอนฟังเสียงกบเขียดยามวิกาล ชมวัฒนธรรมอันดีงาม นั่งมองแม่น้ำโขง สัมผัสสายน้ำชี ดูวงดนตรีหมอลำ เปิดประสบการณ์ดีๆ ในถิ่นที่ราบสูง ชีวิตคงมีแต่ความม่วนชื่นสนุกสนาน
ช่วงหน้าหนาว ขึ้นมาดูทะเลหมอกที่ภาคเหนือ ดื่มกาแฟบนยอดดอย สัมผัสลมหนาวบนที่สูง ห่มผ้าหนาๆ ยามอุณหภูมิลดลงจัด สัมผัสดอกไม้ในสายหมอก ใช้ชีวิตช้าๆ แบบไม่รีบ ทำบุญตามวัดและนั่งพักหากรู้สึกเหนื่อย
ลองคิดดูสิครับ อยู่ภาคอีสานสี่เดือนช่วงหน้าฝน ภาคใต้สี่เดือนช่วงหน้าร้อน ภาคเหนือสี่เดือนช่วงหน้าหนาว มันเหมือนชีวิตถูกจัดวางให้อยู่ในแต่ละภาคอย่างเป็นจังหวะแห่งฤดูกาล นี้คือการใช้ชีวิตจริงๆ ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์
บางที มนุษย์อาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องร่อนเร่เรื่อยไปเหมือนบรรพบุรุษของเราในยุคล่าสัตว์หาของป่า แต่พอมนุษย์รู้จักเกษตรกรรมเริ่มตั้งหลักปักฐาน กระทั่งพัฒนาสู่ยุคอุตสาหกรรม นั้นคือคำสาปที่ต้องทนอยู่ที่เดิมกระทั่งหมดลมหายใจ แม้แต่นกและสัตว์อื่นยังรู้จักอพยพย้ายถิ่นยามเปลี่ยนฤดู แต่มนุษย์กลับหลงลืมสิ่งเหล่านี้ไปแล้ว
มนุษย์สมควรเดินทางได้อย่างอิสระ เพราะเราไม่มีรากยึดไว้กับดินเหมือนต้นไม้ เราจึงต้องออกร่อนเร่เพื่อดำรงอยู่อย่างเป็นตัวเอง แต่ปัจจุบันมนุษย์ขาดความสามารถออกพเนจรไปแล้ว มนุษย์ยึดติดเฝ้าทรัพย์สินและสิ่งต่างๆ มากเกินไป จนไม่อาจละทิ้งสิ่งนอกกายไปได้ พวกเขาจึงทนอยู่ในสภาพแวดล้อมอันเป็นพิษจนยากจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ และผมคือหนึ่งในมนุษย์คนนั้นเองครับ ผมกำลังทนอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เป็นมลพิษ ทั้งสารหนูในแม่น้ำจากการสร้างเหมืองแร่ ทั้งฝุ่นควันไฟปกคลุมจนมองไม่เห็นแสงอาทิตย์ และอีกหลายอย่างที่ค่อยๆ ลดทอนอายุขัยเฉลี่ยของมนุษย์ให้สั้นลง
ความฝันของผมแม้จะห่างไกล แต่มันคือความปรารถนาลึกๆ ของสัญชาติญาณดั้งเดิมที่หลงเหลือมาจากยุคหาของป่าล่าสัตว์ มันไม่หายไปไหน มันยังเรียกร้องอยู่ร่ำไป การเดินทางไปใช้ชีวิตยังดินแดนใหม่ๆ ปรากฎอยู่ในทุกเรื่องเล่าของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ผมเองก็ถวิลหามันอยู่เสมอ
หวังว่า ความฝันจะก่อร่างสร้างตัวจนกระทั่งวันหนึ่ง ผมตกใจตัวเองที่กำลังนั่งอยู่ริมชายหาดทะเลอันดามัน….อันงดงาม
