วันที่ผมนั่งดูนก…แล้วเข้าใจชีวิตมากขึ้น

ปลายเดือนมีนาคม ช่วงบ่ายอากาศร้อนอบอ้าวจนแทบไหม้ ผมถือแก้วกาแฟมานั่งใต้ร่มไม้ในสวน เป็นกาแฟดำเย็นที่ผมใส่น้ำแข็งเพื่อช่วยให้เครื่องดื่มเย็นสดชื่นขณะที่อากาศร้อนแบบนี้ สายลมพัดมาแผ่วๆ แต่มันหาได้พัดความเย็นมามอบให้แต่อย่างไร ตรงกันข้ามสายลมกลับพัดพาละอองไอร้อนมาด้วย ผมนั่งดื่มกาแฟดำเย็นอย่างชื่นใจ พร้อมนั่งมองนกที่บินลงมากินกล้วย
ใช่แล้วครับ… ในสวนเล็กๆ แห่งนี้ ผมมักซื้อกล้วยน้ำว้าสุกมาวางไว้ให้เหล่าสกุณาพวกนี้เสมอ กล้วยน้ำว้าสุกที่ราคาถูกมาก บางครั้งผมกินไม่หมด ก็มักนำมาวางไว้ใต้ร่มไม้ หรือแขวนไว้บนกิ่งไม้ เพื่อเป็นอาหารให้เหล่าปักษาที่โผบินถลาเล่นในสวน
สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือความอิ่มใจที่เหล่าสกุณามอบให้ ยามที่พวกมันอิ่มหน่ำสำราญถ้วนหน้า พวกมันก็มักร้องเพลงขับกล่อม ประดุจเสียงดนตรีจากทิพย์วิมานอันสุนทรีย์ ผมนั่งฟังอย่างคนที่ปล่อยวางแล้วให้นักดนตรีในสวนร้องเพลงให้ฟังอย่างสบายใจ คลื่นความถี่จากเสียงนกทำให้ผมเหมือนได้รับพลังบำบัด เพื่อการดำรงอยู่อย่างมีชีวิต และให้จินตนาการแห่งความรู้สึกได้หลุดลอยโลดแล่นไปอย่างไม่ใยดีถึงช่วงเวลา ณ ปัจจุบัน
เท่าที่ผมสังเกต นกจะบินลงมากินกล้วยน้ำว้าไม่ขาดสาย พวกมันสลับสับเปลี่ยนเวียนมาโดยไม่ได้ยื้อแย่งแข่งขัน หรือประกาศความเป็นเจ้าของกล้วยน้ำว้า เมื่อจิกกินอิ่มแล้วก็บินไปเกาะกิ่งไม้ ตัวใหม่ก็บินลงมากินต่อ มันช่างเรียบร้อย รู้จักพอและไม่สะสมจนเกินพอดี

โดยเริ่มจากนกหัวจุกคู่หนึ่งที่บินลงมาเกาะหวีกล้วยสุก กินอย่างเรียบร้อย ตามมาด้วย นกกิ้งโครงคอดำเดินหากินตามพื้นดิน นกเอี้ยงที่มักมาเป็นฝูงและร้องเสียงดัง ตามมาด้วยนกเขาที่ดูสุภาพเรียบร้อย นกกระจอกที่กินอย่างพอดี หลากหลายนกที่สลับกันมากินกล้วยน้ำว้าเป็นอาหาร เพียงแค่อิ่ม แล้วใช้ชีวิตต่อ
ผมจิบกาแฟดำนั่งมองนกในสวน มันเองก็คงรู้ว่ามีมนุษย์มองมันอยู่ แต่มันไม่กลัวเพราะคงคุ้นชินกับสิ่งมีชีวิตที่มีสองมือสองขานั่งใต้ร่มไม้แล้ว
ดูสิ… พวกนกเหล่านี้ ขอแค่มีอาหารกินอิ่มท้อง ใช้ชีวิตอย่างเป็นตัวเอง ไม่ต้องแบกรับความคาดหวังของใคร โบยบินอิสระโดยไม่หวาดหวั่นต่ออนาคต บางทีการเป็นตัวเองอย่างแท้จริงโดยไม่กังวลถึงอนาคตอาจเป็นรางวัลอันงดงามที่สุดที่เรามอบให้ชีวิตตัวเองก็ได้