ช่วงที่ชีวิตผมอยู่ในโหมดเอาตัวรอด

วันนี้ วันสุดท้ายของเดือนมีนาคม ที่อากาศบ้านผมยอดแย่เลยครับ วันนี้มลพิษควันไฟฝุ่น PM 2.5 ขึ้นมาแตะระดับ 350 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แถมอากาศยังร้อนอบอ้าวจนแทบไหม้ คล้ายกำลังถูกกองไฟเผา ทุกอย่างรอบตัวตอนนี้เหมือนเข้าขั้นวิกฤติหนัก จนยากที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ
นอกจากมลภาวะทางอากาศแล้ว ตอนนี้ละแวกบ้านผมก็เริ่มสร้างบ้านกันหลายหลัง เสียงดังหนวกหูรำคาญมากครับ คนงานก่อสร้างเปิดเพลงเสียงดัง และยังมีเสียงเครื่องตัดเหล็ก เครื่องจักรต่างๆ ดังมาไม่ขาดสาย ทุกอย่างรอบตัวผมตอนนี้วุ่นวาย เสียงดัง หายใจไม่ออก ร้อนอบอ้าว คล้ายโลกทั้งใบใกล้เข้าสู่การดับสลายในเร็ววันนี้
ช่วงนี้ผมแทบไม่ได้ทำงานอะไรเป็นกิจจะลักษณะเลย เหมือนกำลังอยู่ในโหมดเอาตัวรอดไปวันๆ คล้ายกับกำลังพยายามหนีอะไรบางอย่าง แต่หนีเท่าไหร่ก็ไม่พ้น ยากที่จะก้าวผ่านจากโหมดเอาตัวรอดให้เข้าสู่โหมดสร้างสรรค์ได้ เพราะทุกวันที่ตื่นเช้ามาต้องเจอกับมลภาวะต่างๆ เหนื่อยล้าจนแทบหมดลมหายใจ
ช่วงกลางคืนอันเงียบสงัดหวังว่าจะได้นอนหลับสบาย แต่เปล่าเลยครับ เจ้าหลง แมวจรที่ผมเก็บมาเลี้ยง ไม่ยอมหลับยอมนอน วิ่งเล่นไปมาทั่วบ้าน ปีนป่ายหลังคา ทำให้ผมนอนหลับๆ ตื่นๆ ไม่เต็มอิ่ม กลางวันก็ไม่สามารถนอนกลางวันได้เพราะเสียงดังจากการก่อสร้าง เหมือนกับว่า มีชีวิตเพียงแค่อยู่รอดไปวันๆ
ผมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอะไรได้เลย ทำได้เพียงใช้ชีวิตให้อยู่รอดท่ามกลางมรสุมที่กำลังรุมผมอย่างหนัก ผมพยายามปรับตัวเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดในโลกแห่งความโกลาหลแบบนี้ ซึ่งมีวิธีการปรับตัวของผมทำได้ดังนี้ มลภาวะทางอากาศป้องกันตัวโดยการสวมใส่หน้ากากป้องกันฝุ่นพีเอ็มสองจุดห้าทุกครั้งที่ออกจากบ้าน พาตัวเองย้ายมานอนห้องริมทุ่งนาที่ยังพอเก็บเสียง และอยู่ห่างจากการก่อสร้าง เลือกอยู่บ้านมากกว่าการออกไปข้างนอก หาเวลางีบกลางวันให้มากที่สุดเพื่อชาร์จพลังงาน เลือกการสร้างงานด้วยการเขียนให้มากขึ้น และบอกตัวเองว่า สถานการณ์อันเลวร้ายต่างๆ จะค่อยๆ ผ่านพ้นไปอย่างช้าๆ ในเวลาไม่นาน ความเงียบสงบ และอากาศดีบริสุทธิ์จะกลับมาในเร็ววันนี้
ช่วงที่เรากำลังเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก มันเหมือนกินเวลายืดเยื้อยาวนาน แต่เมื่อเราถอยออกมายืนมองอีกช่วงเวลาจะพบว่า ความทุกข์ยากมันสั้นเกินกว่าที่คิดไว้มาก ไม่เชื่อลองย้อนกลับไปมองอดีตช่วงที่กำลังลำบาก หรือทนทุกข์กับเหตุการณ์อะไรบางอย่างสิครับ เราจะพบว่า เราเคยผ่านเหตุการณ์เหล่านั้นมาแล้ว และเราจะผ่านเหตุการณ์ในปัจจุบันเพื่อไปยังอนาคตอันสดใสแน่นอน
การคิดแบบนี้ช่วยให้เรามองไปหาแสงสว่างในอนาคตมากกว่าจมปลักกับความลำบากในปัจจุบัน แล้วค่อยๆ เดินไปอย่างช้าๆ บนเส้นทางที่เห็นแสงสว่างนั้น บอกตัวเองอีกครั้งครับว่า ความทุกข์ยากลำบากที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน คือของขวัญที่ชีวิตมอบให้ เพื่อให้เราเห็นคุณค่าของช่วงเวลาแห่งความสุขชัดเจนขึ้น คิดดูสิครับ ถ้าเราไม่เคยเจอความทุกข์ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ความสุขหน้าตาเป็นยังไง เราจะดื่มด่ำความสุขได้อย่างเต็มอิ่มมากขึ้น ทุกอย่างจะผ่านไปอย่างรวดเร็วจนเราจำไม่ได้…
#VchaiBlog