เดินช้าๆ เที่ยววัดป่ายางสบยาบ (วังนาค)
วัดริมแม่น้ำโขง เชียงแสน
บทความโดย VchaiBlog

บางครั้งเราออกเดินทางเพราะอยากไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง แต่บางครั้งการออกจากบ้านก็ไม่ได้มีเหตุผลซับซ้อนขนาดนั้น เราเพียงอยากเปลี่ยนสถานที่ที่ตัวเองกำลังยืนอยู่
วันนั้นผมขับรถออกมาทางอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย หลังจากช่วงเช้ามีเรื่องหลายอย่างวนเวียนอยู่ในหัว ทั้งเรื่องชีวิต การทำงาน ความไม่แน่นอน รวมถึงข่าวการจากไปของเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้พบกันมานาน
ผมไม่ได้คิดว่าจะต้องออกไปสร้างคอนเทนต์ชิ้นใหญ่ และไม่ได้วางแผนว่าจะต้องเก็บสถานที่ให้ครบกี่แห่ง เพียงหยิบกล้องตัวเล็กติดมือออกมาแล้วออกไปใช้ชีวิตข้างนอกเสียหน่อย หนึ่งในสถานที่ที่ผมแวะในวันนั้นคือ วัดป่ายางสบยาบ (วังนาค) อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย วัดริมแม่น้ำโขงที่มีบรรยากาศสงบ และมีงานศิลปะรวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับพญานาคปรากฏอยู่หลายจุด

วัดริมแม่น้ำโขงกับเรื่องราวของพญานาค
สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาตั้งแต่เดินเข้ามาภายในวัดคือเรื่องราวของนาค ไม่ว่าจะเป็นองค์พญานาคขนาดใหญ่ ประติมากรรมพญานาคที่ปรากฏอยู่ตามจุดต่าง ๆ ตลอดจนซุ้มประตูที่ทำให้ผมนึกเล่น ๆ ว่านี่อาจเป็นประตูนาคาสำหรับเดินทางระหว่างโลกมนุษย์กับเมืองบาดาลหรือเปล่า
แน่นอนว่าเมื่อมองในฐานะคนธรรมดา สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือสถาปัตยกรรมและประติมากรรมที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือคำถามที่ตามมาว่า ทำไมมนุษย์ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำจึงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพญานาคมากมายขนาดนี้
ยิ่งเป็นพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง เรื่องราวของนาคยิ่งปรากฏอยู่ในความเชื่อ ศิลปกรรม วัด และวิถีชีวิตของผู้คนมาอย่างยาวนาน แม่น้ำเป็นทั้งแหล่งน้ำและอาหาร เป็นเส้นทางคมนาคม และเป็นพื้นที่ที่ทำให้ชุมชนถือกำเนิดขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง แม่น้ำก็มีความลึก ความมืด กระแสน้ำ และพลังของธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด
เรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตผู้มีอำนาจอยู่ใต้สายน้ำจึงน่าสนใจในฐานะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และความเชื่อ ไม่ว่าเราจะเชื่อเรื่องพญานาคในความหมายเหนือธรรมชาติหรือไม่ก็ตาม เรื่องเหล่านี้ก็ยังสะท้อนวิธีที่มนุษย์ใช้เรื่องเล่าเพื่ออธิบายและมอบความหมายให้กับโลกที่ตัวเองอาศัยอยู่

พญานาคที่ดูเหมือนยังไม่เคยผ่านความรัก
อย่างไรก็ตาม พญานาคทุกองค์ที่ผมพบภายในวัดไม่ได้ดูน่าเกรงขามไปเสียทั้งหมด ระหว่างเดินผมพบรูปปั้นพญานาคสีชมพูและสีฟ้าคู่หนึ่ง มีดวงตากลมโตและใบหน้าที่ดูเหมือนกำลังยิ้ม เมื่อมองอยู่นานกลับรู้สึกเหมือนกำลังมองตุ๊กตามากกว่าสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ผู้มีอิทธิฤทธิ์แห่งเมืองบาดาล
ผมมองพญานาคสองตัวนั้นแล้วเกิดความคิดขำ ๆ ขึ้นมาว่า พญานาคดูใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนยังไม่เคยผ่านโลก ไม่เคยรู้จักความทุกข์ระทมในหัวใจ และอาจยังมีบทเรียนเกี่ยวกับความรักให้เรียนรู้อีกมาก จึงยังสามารถยิ้มให้โลกได้อย่างสบายใจขนาดนี้
แน่นอนว่าความคิดทั้งหมดไม่ได้อยู่ในรูปปั้น แต่เกิดขึ้นในใจของคนที่กำลังมองมัน และนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับการเดินทาง เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกสิ่งที่พบให้เป็นข้อมูลหรือสาระเสมอไป บางครั้งการหยุดมองสิ่งธรรมดาแล้วปล่อยให้ความคิดและจินตนาการทำงาน ก็ทำให้สถานที่หนึ่งมีเรื่องราวขึ้นมาได้

พระสิงห์แสนตื้อ พระประธานสร้างจากหินเขียวแม่น้ำโขง
เมื่อเดินเข้าไปภายในวิหาร บรรยากาศเปลี่ยนไปจากด้านนอกอย่างชัดเจน เบื้องหน้าคือพระประธานที่มีชื่อว่า “พระสิงห์แสนตื้อ” พระพุทธรูปที่สร้างจากหินเขียวแม่น้ำโขง สิ่งแรกที่ทำให้ผมหยุดมองอยู่นานคือพระพักตร์และดวงตา เนื้อขององค์พระมีสีเข้ม ขณะที่ดวงตากลับเห็นได้เด่นชัด เมื่ออยู่ภายในวิหารที่มีแสงไม่มากนักจึงทำให้องค์พระมีทั้งความสงบนิ่งและความน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
ความรู้สึกแรกของผมค่อนข้างแปลก เพราะมองแล้วรู้สึกว่าองค์พระดูน่าเกรงขามเล็กน้อย แต่เมื่อยืนมองนานขึ้น ความรู้สึกนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากความน่าเกรงขามกลายเป็นความนิ่ง และจากความนิ่งค่อย ๆ กลายเป็นความสงบ
หากมองเพียงในทางวัตถุ พระพุทธรูปก็ยังประกอบขึ้นจากวัสดุทางธรรมชาติ แต่สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่วัสดุ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความหมายที่มนุษย์มอบให้ หินเขียวจากแม่น้ำโขงเมื่ออยู่ท่ามกลางธรรมชาติก็คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เมื่ออยู่ในมือช่างมันกลายเป็นวัสดุสำหรับสร้างงานศิลปะ และเมื่อถูกสร้างเป็นพระพุทธรูป ก็กลายเป็นรูปแทนที่ทำให้ผู้คนระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และคำสอนที่ตนยึดถือ
วัตถุอาจเป็นสิ่งเดิม แต่ความหมายของมันเปลี่ยนไปตามความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งนั้นกับมนุษย์

กลิ่นดอกไม้ที่ทำให้ผมหยุดเดิน
หลังออกจากวิหาร ผมเดินต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้รีบร้อน ระหว่างนั้นมีเสียงสะล้อ ซอ ซึง ลอยมาเบา ๆ พร้อมกับสายลมที่พัดผ่านบริเวณวัด แล้วจู่ ๆ ผมก็ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ เป็นกลิ่นที่ชัดเจนเสียจนต้องหยุดเดินแล้วหันมองรอบตัวว่ากลิ่นนั้นมาจากไหน
ผมไม่รู้ในตอนแรกว่ามันคือดอกอะไร จึงลองเดินตามหาต้นตอของกลิ่น จนพบต้นไม้ที่มีดอกลักษณะแปลกตาออกอยู่ตามบริเวณลำต้น
ต้นไม้ที่ผมพบคือสิ่งที่คนไทยมักเรียกว่า “สาละลังกา” หรือ Cannonball tree มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Couroupita guianensis สิ่งที่น่าสนใจคือสาละลังกาไม่ใช่ต้นสาละชนิดเดียวกับที่ปรากฏในพุทธประวัติ ซึ่งต้นสาละในพุทธประวัติคือ Shorea robusta แต่เนื่องจากในประเทศไทยมีการเรียกสาละลังกาสั้น ๆ ว่า “ต้นสาละ” อยู่บ่อยครั้ง จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นต้นไม้ชนิดเดียวกันได้
ผมยืนอยู่บริเวณนั้น สูดกลิ่นดอกไม้ ฟังเสียงดนตรีและเสียงรอบตัว มองวิหารล้านนาและท้องฟ้าเหนือเชียงแสน ชั่วขณะหนึ่งรู้สึกเหมือนความวุ่นวายของโลกภายนอกเบาลง ทั้งที่ความจริงแล้วปัญหาต่าง ๆ ไม่ได้หายไปไหน งานยังมีให้ทำ เงินยังต้องหา ชีวิตยังมีความไม่แน่นอน และคนที่จากไปแล้วก็ไม่ได้กลับมา
สิ่งที่เปลี่ยนไปเพียงอย่างเดียวคือ ในช่วงเวลานั้นใจของเราหยุดวิ่งตามเรื่องเหล่านั้นอยู่ครู่หนึ่ง

การเดินทางที่ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อไปถึงสถานที่
วันนั้นผมไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศ ไม่ได้ขึ้นเครื่องบิน และไม่ได้ไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลก ผมเพียงออกจากบ้านแล้วขับรถมาเชียงแสน เดินริมแม่น้ำโขง เข้าวัด มองพญานาค กราบพระ เดินตามกลิ่นดอกไม้ ฟังเสียงรอบตัว และพูดกับกล้องถึงสิ่งที่กำลังเห็นอยู่ตรงหน้า แต่เมื่อกลับมาคิดดู ช่วงเวลาธรรมดาเหล่านี้กลับกลายเป็นเรื่องเล่าได้มากมาย
บางทีชีวิตก็เป็นเช่นนี้ เราไม่จำเป็นต้องออกไปตามหาเหตุการณ์ยิ่งใหญ่ตลอดเวลา บางวันเรื่องที่ควรค่าแก่การจดจำอาจเป็นเพียงลมเย็นริมแม่น้ำ กลิ่นดอกไม้ที่เราไม่รู้จัก รูปปั้นพญานาคหน้าตาใสซื่อ หรือความสงสัยเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นขณะยืนอยู่หน้าพระพุทธรูปหิน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดามาก แต่เมื่อเราหยุดมองมันจริง ๆ ความธรรมดาก็เริ่มมีเรื่องราวของตัวเอง

เที่ยววัดป่ายางสบยาบ เชียงแสน ในวันที่ไม่ต้องรีบ
สำหรับคนที่เดินทางมาเที่ยวเชียงแสนและชอบวัดริมแม่น้ำโขง บรรยากาศสงบ งานศิลปกรรมเกี่ยวกับพญานาค และการเดินเที่ยวแบบไม่ต้องรีบ วัดป่ายางสบยาบ (วังนาค) เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจ
สำหรับผม สิ่งที่ชอบที่สุดอาจไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่งภายในวัดเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นกระบวนการของการเดินโดยไม่มีเป้าหมายมากนัก เห็นอะไรก็หยุดดู สงสัยอะไรก็เดินเข้าไปหา ได้กลิ่นดอกไม้ก็ลองค้นหาว่ามาจากต้นไหน และเมื่อพบสิ่งที่ไม่รู้จักก็เก็บคำถามนั้นกลับมาค้นคว้าต่อภายหลัง
การเดินทางแบบนี้อาจไม่ได้ทำให้เราเก็บสถานที่ได้มากที่สุดภายในหนึ่งวัน แต่ทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่กับสถานที่หนึ่งจริง ๆ และบางครั้งสิ่งที่ได้กลับมาก็ไม่ใช่เพียงภาพถ่ายหรือวิดีโอ แต่เป็นความคิดบางอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติ ความเชื่อ ชีวิต และวิธีที่มนุษย์มอบความหมายให้กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
ท้ายที่สุดแล้ว การเดินทางอาจไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อพาเราไปถึงสถานที่ใหม่ แต่ยังทำให้เรากลับมาเห็นชีวิตเดิมของตัวเองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย และในวันธรรมดาวันหนึ่งริมแม่น้ำโขง วัดหนึ่งแห่ง พญานาคสองสามองค์ พระสิงห์แสนตื้อ ดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอม และสายลมที่พัดผ่าน ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผมกลับบ้านพร้อมเรื่องราวอีกหนึ่งเรื่อง
บรรยากาศ เที่ยววัดป่ายางสบยาบ เชียงราย