กิ้งก่าในสวน สอนอะไรผม
บทความเขียนโดย VchaiBlog

ช่วงต้นของฤดูฝนอันสดชื่น ผมเดินช้าๆ ในสวน มองต้นไม้ใบหญ้าที่กำลังเติบโตอย่างงดงาม พื้นดินปกคลุมด้วยหญ้าเขียว ด้านบนมีกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ อากาศเย็นลูบไล้ผิวกาย ความผ่อนคลายกำลังทักทายอย่างเบา ๆ
ต้นกันเกราสูงราวสี่เมตร กำลังออกดอกสีเหลืองนวล พร้อมโปรยกลิ่นหอมคลุ้งทั่วทั้งสวน ผมใช้สายตาพินิจความเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียด ทันใดนั้น มีอะไรบางอย่างปะทะเข้ากับสายตาผมอย่างจัง บนต้นพะยูงต้นหนึ่ง มีสัตว์โบราณยุคดึกดำบรรพ์ ลำตัวยาวประมาณ 10 เซนติเมตร แต่งแต้มตามร่างกายด้วยสีฟ้าลายขาวและจุดน้ำตาล มันเกาะนิ่ง ไม่ไหวติง เหมือนไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลก
ความทรงจำผมค่อย ๆ ฟื้นคืนมาพร้อมกับชื่อที่พยายามเรียกขาน ใช่แล้วครับ นี่คือกิ้งก่า หรือกะปอมก่า สัตว์เลื้อยคลานกินแมลงที่อยู่ ๆ ก็ปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบ ๆ ผมมองมันอย่างตื่นเต้น แทบไม่อยากเชื่อว่าจะได้เห็นมันอีกครั้ง ตอนแรกนึกว่ามันสูญพันธุ์ไปแล้ว มันนิ่งเสียจนเหมือนไม่หายใจ หากไม่สังเกตก็จะมองไม่เห็น สัตว์เลื้อยคลานตัวนี้ ช่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว และรู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร
ผมมองมันอย่างตั้งใจ สักพักมันค่อยๆ ปีนไปหยุดอยู่บริเวณที่แสงแดดส่องมาพอดี มันอาบแสงแดดเพื่อเติมพลังชีวิต แสงแดดคงเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นอีกวัน มันไม่ส่งเสียงดัง มีเพียงสายลมพัดผ่านเบา ๆ ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า หรือมันกำลังสนทนากับสายลม สอบถามถึงการเดินทาง ฟังเรื่องเล่าจากดินแดนอันไม่เคยไป หรือแค่เกาะอยู่บนต้นไม้เงียบ ๆ เพื่อใคร่ครวญถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย มันนิ่งสงบราวกับนักพรตผู้กำลังฝึกวิปัสสนา
ขณะในหัวผมตอนนี้มีแต่ความคิดอันถาโถมจนแทบคลั่ง ทั้งวิกฤตวัยกลางคน กฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ และวิทยาการความรู้มากมายที่ร่ำเรียนมาแต่เอาตัวแทบไม่รอด แต่เจ้ากิ้งก่ากับเกาะอยู่บนต้นไม้ด้วยความสงบ แล้วมีชีวิตรอดได้ กลไกทางชีววิทยาอะไรกันทำให้มันปรับตัวจนอยู่รอดมาทุกยุคสมัย มันไม่ใช่สัตว์ที่แข็งแรงที่สุด ไม่ใช่สัตว์ที่ฉลาดที่สุด แต่มันไม่สูญพันธุ์
หรือเพียงทำตัวนิ่ง ๆ ไม่ฟุ้งซ่าน ปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไปโดยไม่นำมาฝังไว้กับตัวเอง ใช้ชีวิตช้า ๆ อยู่กับปัจจุบันตรงหน้า ไม่หวังถึงความยิ่งใหญ่ในอนาคต ไม่วิตกกับอดีตที่ผ่านมา เท่านี้ก็รอดพ้นจากอันตราย อยู่รอดได้ และมีสิทธิ์ใช้ชีวิตตามที่เกิดมา….อย่างมีคุณค่า…
