สิ่งที่ผมคิดได้ระหว่างนั่งดูหมอกบนดอย
บทความเขียนโดย VchaiBlog

ขณะที่ผมกำลังนั่งดื่มกาแฟอย่างช้าๆ ไม่ทันคาดคิดฝนห่าใหญ่ก็ตกลงมาไม่ขาดสาย ทุกอย่างดูมืดมิด ได้ยินแต่เสียงเม็ดฝนกระทบหลังคา แล้วไม่ทันไร ท้องฟ้าก็เปิดออก ก้อนเมฆที่ลอยหนาก็หายไป เหลือไว้เพียงแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมา แล้วสิ่งมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ ละอองไอน้ำค่อยๆ ลอยขึ้นจากผืนป่า เมื่อถูกสายลมพัดพา มันไหลไปอย่างเบาสบาย บ้างก็โยกไหวไปมาคล้ายการเต้นระบำ ไอน้ำเหล่านี้ล่องลอย ยกตัว เคลื่อนไหว และแปรเปลี่ยนไปตามจังหวะของธรรมชาติ
ผมนั่งมองหมอกสีขาวที่พยายามเปลี่ยนรูปร่าง มันไม่หยุดนิ่ง เคลื่อนตัวตลอดเวลา บางครั้งเกาะกลุ่ม สลายตัว รวมเป็นก้อนหนา ยากที่จะใช้สมการหรือสูตรทางคณิตศาสตร์ใดๆ มาพยากรณ์
มันลอยตัวถอยห่างจากพื้นโลก เข้าสู่ชั้นบรรยากาศอย่างเงียบๆ ถึงแม้จะมีกระแสลมพัดผ่าน มันไม่ต่อต้านกลับโอนอ่อนผ่อนตน ปล่อยให้สายลมได้ทำงาน มันแค่ใช้ชีวิตไปตามสภาพอากาศ
การเดินทางของหมอกสีขาวบนดอยสูงขึ้นสู่สรวงสวรรค์ เริ่มจากผืนป่า ฝ่าสายลม แสงแดด ล่องลอยไปต่างถิ่น มันคงเห็นทุ่งนา ป่าเขา สิ่งก่อสร้าง ตั้งคำถามถึงสิ่งมีชีวิตที่กำลังหายใจ ว่าเหตุใดสิ่งมีชีวิตที่อาศัยบนพื้นผิวโลก ถึงได้ถูกโลกยึดไว้ไม่ให้ล่องลอยออกจากพื้นดิน เห็นความเปลี่ยนแปลงรอบตัวและเข้าใจปรัชญาอันยากที่จะอธิบาย แม้กฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์มากมาย ก็คงเข้าใจได้หากกลายเป็นเมฆสีขาว
จากละอองไอน้ำเล็กๆ ที่ลอยตัวขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ กลายเป็นก้อนเมฆลอยตัวอย่างเงียบๆ มันทำงานอย่างขยันขันแข็ง เพื่อให้โลกมีสภาวะที่เหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของทุกชีวิต หน้าที่อันยิ่งใหญ่ไม่เคยประกาศให้ใครรู้ หน้าที่นำพาน้ำจากที่หนึ่งกระจายไปอีกทีหนึ่ง เพื่อให้โลกสมดุล หมุนวน มีคุณค่า กลายเป็นวัฏจักรน้ำ
เราอาจกำลังทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่เช่นกันโดยที่เราไม่รู้ตัว แค่การมีอยู่ของเราก็อาจทำให้โลกหมุนไป ดอกไม้เบ่งบาน เศรษฐกิจเติบโต สังคมดำรงอยู่ การเมืองการปกครองเป็นระเบียบ
หมอกบนดอยลอยผ่านผมไป ความเย็นสบายคือสิ่งสุดท้ายที่มันฝากไว้ให้ มันเดินทางผ่านตัวผม ทำหน้าที่อย่างเงียบๆ หน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่ทำให้ผมยังหายใจได้ มีอาหารกิน และรับรู้การมีอยู่ของตัวเอง…