บทเรียนจากต้นปรง เมื่อต้นไม้สอนการปล่อยวาง
บทความเขียนโดย VchaiBlog

แสงแดดยามสายทอประกาย ราวกับเปลวเพลิงจากมรสุมสงคราม อากาศร้อนอบอ้าวจนร่างกายแทบละลายหายไปกับประกายของดวงอาทิตย์ ผมปล่อยให้แสงแดดลูบไล้ตามร่างกาย ความร้อนนำพาเหงื่อไหล จนรู้สึกไม่สบายตัว
เมื่อเห็นว่า หากยืนอยู่กลางแดดนานๆ แบบนี้ อาจไม่ปลอดภัย ผมจึงเดินหลบเข้ามานั่งใต้ร่มไม้ใหญ่ ทันทีที่พาร่างมาอยู่ใต้เงาไม้ ทุกอย่างช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว ใต้ต้นไม้มีความเย็นสดชื่น และร่างกายถูกปกป้องคุ้มครองด้วยใบไม้ รังสีจากดวงตะวันไม่อาจทำอันตรายเราได้
สิ่งที่ผมเคยมองข้ามไป ปรากฎกายอย่างเด่นชัด สิ่งนั้นคือ “ต้นปรง” มันยืนต้นอย่างสงบเสงี่ยม เหมือนนักปรัชญากำลังใคร่ครวญชีวิต ดูภูมิฐาน และน่ายำเกรง ผมหลงเสน่ห์ต้นปรงเข้าอย่างจัง ต้นไม้นี้ทำให้ผมหยุดมอง และเริ่มตั้งคำถามกับชีวิต
ต้นปรงที่กำลังยืดตัว ก้านใบชูขึ้น พร้อมใบที่เรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ เหมือนคนที่ใช้ชีวิตอย่างมีวินัย ดูนิ่ง สุขุม คล้ายผู้เฒ่าที่ผ่านการใช้ชีวิตมาอย่างยาวนาน จนเข้าใจโลกมากและเข้าใจตัวเอง

ก้านใบอ่อนของต้นปรงตั้งตรง ปลายใบอ่อนม้วนตัวเป็นวง เหมือนผลงานศิลปะ หากมองภาพรวมการกระจุกช่อแบบนี้ ดูคล้ายกับการพนมมือขอบคุณท้องฟ้า มันช่างรู้จักคุณค่าของเวลาเสียจริง
จุดที่ทำให้ผมอัศจรรย์ใจคือ หากก้านใบอ่อนเริ่มชูชันขึ้นมาใหม่ ใบแก่จะโน้มเอียงเปิดทางให้ใบอ่อนได้ทำหน้าที่ต่อ นี่คือการปล่อยวาง เปิดทาง และให้โอกาส
หรือจริงๆ แล้ว ต้นปรงกำลังบอกผมว่า
“หากต้องการสิ่งใหม่ ควรปล่อยวางสิ่งเก่า”
ผมยืนมองต้นปรง เหมือนคนพยายามทำความเข้าใจโลก ผมไม่รู้แน่ชัดว่า ต้นไม้พยายามสอนอะไรผม ผมปล่อยให้มันยืนต้นอย่างสง่างาม และครุ่นคิดต่อไป
ผมเดินจากต้นปรงมา พร้อมความเข้าใจว่า ต้นไม้บางต้นก็มีศิลปะการใช้ชีวิตอย่างยอดเยี่ยม มันมีอายุยืนยาว อ่อนน้อมถ่อมต้น และการเติบโต อาจไม่ใช่การยึดไว้ให้มากที่สุด แต่คือการรู้ว่า เมื่อถึงเวลา เราควรปล่อยวางอะไร เพื่อให้ชีวิตได้เติบโตต่อไป
