เดินขึ้นด่านป่าสัก แม่สาย 2 กม.
ถนนชายแดนในวันฝนพรำ สุดท้ายไม่ได้กินกาแฟ

บทความโดย VchaiBlog

ด่านป่าสัก แม่สาย

เช้ากลางเดือนกันยายนที่แม่สาย ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆสีเทาตั้งแต่เช้า อากาศไม่ได้ร้อนเหมือนหลายวันที่ผ่านมา และมีฝนตกลงมาเป็นระยะ ผมตื่นขึ้นมาโดยไม่ได้มีแผนเดินทางไปไหนไกล เพียงคิดว่าอยากออกจากบ้านไปเดินเล่น ออกกำลังกาย และหาอะไรถ่ายเก็บไว้บ้าง เพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมาใช้เวลาอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ค่อนข้างมาก ทั้งเขียนบทความ จัดการเว็บไซต์ และทำงานอื่น ๆ ที่ถึงแม้จะไม่ได้ใช้แรงกายมาก แต่พอนั่งอยู่กับที่นาน ๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าอยากออกไปขยับร่างกายเสียหน่อย

ช่วงเช้าผมแวะเดินตลาดอยู่พักหนึ่ง ได้ถ่ายคลิปสั้น ๆ กลับมาเพียงสองคลิป ตลาดในตอนเช้ามีของกินและสินค้าท้องถิ่นหลายอย่าง มีทั้งพ่อค้าแม่ค้าและผู้คนจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ ได้ยินภาษาที่แตกต่างกันดังสลับไปมาตลอดทาง เป็นบรรยากาศที่น่าสนใจจนคิดเอาไว้ว่าวันหลังน่าจะกลับมาเดินให้ช้ากว่านี้ แล้วถ่ายเป็นเรื่องราวของตลาดเช้าแม่สายอย่างจริงจังสักครั้ง

หลังจากออกจากตลาด ผมยังไม่อยากกลับบ้าน จึงคิดขึ้นมาว่า ไหน ๆ วันนี้อากาศครึ้มและไม่ร้อนแล้ว ลองไปเดินขึ้นทางด่านป่าสักดูสักครั้งก็น่าสนใจ

เป้าหมายของผมตอนนั้นง่ายมาก เดินขึ้นไปประมาณ 2 กิโลเมตร หาอะไรดูระหว่างทาง แล้วไปนั่งดื่มกาแฟบนภูเขาสักแก้วก่อนเดินกลับลงมา

ฟังดูเป็นแผนที่ธรรมดามาก และตอนนั้นผมก็ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วกาแฟแก้วนั้นจะไม่ได้กิน

ด่านป่าสัก แม่สาย

เริ่มเดินขึ้นถนนชายแดนไทย–เมียนมา

ผมเริ่มเดินจากด้านล่างแล้วค่อย ๆ เดินขึ้นไปตามถนนที่ไต่ระดับขึ้นสู่ด่านป่าสัก บริเวณนี้อยู่ในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และเป็นถนนบนภูเขาใกล้แนวชายแดนไทย–เมียนมา

สิ่งแรกที่รู้สึกได้คือบรรยากาศแตกต่างจากการเดินออกกำลังกายตามสวนหรือถนนพื้นราบอย่างชัดเจน แม้ระยะทางที่ตั้งใจเดินจะประมาณ 2 กิโลเมตร แต่ถนนค่อย ๆ สูงขึ้นตลอดทาง ทำให้ต้องออกแรงมากกว่าที่คิดไว้พอสมควร

สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และป่าเขียว หลังจากมีฝนตก ความชื้นทำให้สีของต้นไม้ดูสดขึ้น ถนนบางช่วงยังเปียก และมีหยดน้ำเกาะอยู่ตามใบไม้ เมื่อมองออกไปไกล ๆ จะเห็นแนวภูเขาซ้อนกันอยู่ใต้ก้อนเมฆสีเทา เป็นบรรยากาศของแม่สายในวันที่ไม่ได้มีแสงแดดสวย ๆ แต่กลับมีเสน่ห์ไปอีกแบบ

ผมถือกล้องตัวเล็กเดินถ่ายไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องได้ภาพอะไรเป็นพิเศษ เห็นอะไรก็ถ่ายสิ่งนั้น บางช่วงถ่ายถนน บางช่วงถ่ายต้นไม้ บางครั้งก็หันกล้องกลับมาพูดกับตัวเองถึงสิ่งที่กำลังเห็นอยู่ตรงหน้า

การใช้กล้อง Action Camera ในการเดินครั้งนี้ทำให้รู้สึกคล่องตัวมาก ไม่ต้องถือกล้องใหญ่ ไม่ต้องต่อไมโครโฟนหรือเตรียมอุปกรณ์หลายอย่าง เพียงหยิบกล้องขึ้นมาแล้วกดบันทึกก็เดินต่อได้ทันที สำหรับการเดินทางลักษณะนี้ ผมเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่ากล้องที่ใช้ง่ายและพกติดตัวได้ตลอด อาจสำคัญกว่ากล้องที่ให้ภาพสวยที่สุดแต่ทำให้เราไม่อยากหยิบออกมาใช้

ด่านป่าสัก แม่สาย

ระยะทาง 2 กิโลเมตรที่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

ตอนเริ่มเดิน ผมคิดว่า 2 กิโลเมตรคงไม่ได้ไกลมาก เพราะปกติก็เดินออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ไม่ได้คิดให้ดีคือ 2 กิโลเมตรครั้งนี้ไม่ได้เดินอยู่บนพื้นราบ

ถนนค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ

เดินได้สักพักก็เริ่มหายใจแรงขึ้น ต้องหยุดพักเป็นช่วง ๆ และยิ่งเดินสูงขึ้นก็ยิ่งรู้สึกว่าขาต้องทำงานมากกว่าปกติ จากข้อมูลที่บันทึกหลังเดินเสร็จ ผมใช้เวลาประมาณ 42 นาทีในการเดินขึ้น ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร และมี Elevation Gain หรือระดับความสูงสะสมจากการเดินขึ้นประมาณ 178 เมตร

ตัวเลข 178 เมตรอาจดูไม่ได้มากเมื่ออ่านอยู่บนหน้าจอ แต่ตอนที่ต้องใช้ขาของตัวเองพาร่างกายขึ้นไปทีละเมตร มันให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง

บางช่วงผมต้องหยุดยืนหายใจ แล้วมองถนนข้างหน้าว่ายังเหลืออีกไกลแค่ไหน ก่อนจะค่อย ๆ เดินต่อ

แต่ผมไม่ได้รีบ เพราะตั้งแต่แรกก็ไม่ได้ตั้งใจมาทำสถิติอะไรอยู่แล้ว จุดประสงค์เพียงอยากออกมาเดิน ใช้ร่างกาย และดูสิ่งที่อยู่ระหว่างทาง

เมื่อไม่ได้รีบ ความเหนื่อยก็ไม่ได้กลายเป็นเรื่องน่ารำคาญมากนัก เหนื่อยก็หยุด พอหายเหนื่อยก็เดินต่อ แล้วระหว่างที่หยุดพักนั่นเอง ผมกลับได้เห็นรายละเอียดหลายอย่างที่ถ้าขับรถขึ้นมาอาจผ่านเลยไปหมด

อุโมงต้นไม้ ถนน ด่านป่าสัก แม่สาย

อุโมงค์ต้นไม้ ใบไม้สีทอง และสิ่งเล็ก ๆ ข้างทาง

มีช่วงหนึ่งของถนนที่ต้นไม้สองข้างทางโน้มเข้าหากันจนเหมือนเป็นอุโมงค์ธรรมชาติ พื้นถนนยังเปียกจากฝน บรรยากาศค่อนข้างเงียบ มีเพียงเสียงนก เสียงลม และเสียงรถที่ผ่านมาบ้างเป็นครั้งคราว

ระหว่างทางผมเห็นใบไม้ใบใหญ่สีเหลืองทองตกอยู่ริมถนน มันโดดเด่นออกมาจากสีเขียวรอบตัวจนต้องหยุดดู ผมหยิบขึ้นมาถือแล้วก็เอามาเล่นกับกล้องอยู่พักหนึ่ง พร้อมคิดเล่น ๆ ว่าเจอใบไม้สีทองแบบนี้อาจเป็นสัญญาณว่าจะร่ำรวยก็ได้

แน่นอนว่ามันก็เป็นเพียงใบไม้ใบหนึ่งที่กำลังจะร่วงโรยตามธรรมชาติ แต่เรื่องเล็ก ๆ แบบนี้กลับทำให้การเดินธรรมดามีอะไรให้จำ

ระหว่างทางยังเจอสุนัขหลายตัวและพบคนที่ออกมาเดินออกกำลังกายเหมือนกันมากกว่าที่คิดไว้ ตอนแรกผมนึกว่าวันที่ท้องฟ้าครึ้มและมีฝนแบบนี้ ถนนบนภูเขาคงค่อนข้างเงียบ แต่กลับมีคนเดินขึ้นเดินลงอยู่เป็นระยะ ทำให้รู้สึกว่าถนนเส้นนี้ไม่ได้เปลี่ยวอย่างที่จินตนาการเอาไว้

บางคนเดินคนเดียว บางคนเดินเป็นกลุ่ม บางคนเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว ส่วนผมยังคงเดินช้า ๆ ถ่ายนั่นถ่ายนี่ไปตามเรื่องตามราว

วิวชายแดนไทยเมียนร์มา แม่สาย ด่านป่าสัก

เมื่อฝนเริ่มตกกลางทาง

เดินขึ้นมาได้ประมาณครึ่งทาง สิ่งที่กังวลตั้งแต่ออกจากบ้านก็เกิดขึ้นจริง ฝนเริ่มโปรยลงมา

ตอนแรกเป็นเพียงละอองเล็ก ๆ แต่เมื่ออยู่บนภูเขาและยังมีระยะทางเหลืออยู่ ความคิดแรกที่เกิดขึ้นคือควรเดินกลับดีไหม เพราะถ้าฝนตกหนักขึ้น การเดินต่อก็อาจไม่สนุกแล้ว

ผมหยุดคิดอยู่พักหนึ่ง

ถ้าเพิ่งเริ่มเดินก็คงหันหลังกลับได้ง่าย ๆ แต่ตอนนั้นเดินขึ้นมาไกลพอสมควรแล้ว จะกลับก็รู้สึกเสียดาย อีกอย่างฝนยังไม่ได้หนักมาก จึงตัดสินใจเดินต่อ โดยคิดง่าย ๆ ว่าไปให้ถึงจุดหมายก่อน แล้วค่อยดูอีกทีว่าจะทำอย่างไร

หลังจากตัดสินใจแบบนั้นก็ไม่ได้คิดเรื่องกลับอีก ค่อย ๆ เดินต่อไปทีละช่วง เหนื่อยก็พัก ฝนลงเม็ดก็หาที่หลบเล็กน้อย แล้วเดินต่อ

บางครั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ก็ทำงานกับเราแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการพิชิตยอดเขาหรือทำอะไรยิ่งใหญ่ เพียงการบอกตัวเองว่า “ไหน ๆ ก็มาแล้ว ไปให้ถึงก่อน” ก็ทำให้เราขยับต่อได้อีกหน่อย

VchaiBlog เที่ยวด่านป่าสัก แม่สาย

ในที่สุดก็เดินถึงด่านป่าสัก

เมื่อเดินมาถึงด้านบน ความรู้สึกแรกคือโล่งใจที่ไม่หันกลับไปเสียก่อน

บริเวณด้านบนสามารถมองเห็นภูเขาและพื้นที่ด้านล่างได้กว้างขึ้น เมฆยังปกคลุมยอดเขา และมีหมอกบางส่วนลอยอยู่ตามแนวภูเขา หลังฝนตกทุกอย่างดูเขียวและชุ่มชื้นมาก

ตรงนี้มีจุดให้นั่งพัก มีชิงช้าและพื้นที่ชมวิว รวมถึงร้านกาแฟเล็ก ๆ ซึ่งก็คือหนึ่งในเหตุผลที่ผมตั้งใจเดินขึ้นมาตั้งแต่แรก

แผนเดิมของผมคือเดินขึ้นมาเหนื่อย ๆ แล้วสั่งกาแฟสักแก้ว นั่งพัก มองภูเขา ปล่อยเวลาให้ผ่านไปสักพักก่อนเดินกลับลงไป

แต่เมื่อมาถึงจริง ร้านกาแฟมีคนอยู่ค่อนข้างเยอะ ที่นั่งไม่ได้มีมุมเงียบ ๆ แบบที่ผมจินตนาการไว้ อีกอย่างตอนเช้าผมก็ดื่มกาแฟมาแล้วหนึ่งแก้ว จึงยืนคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจว่าไม่กินก็ได้

กลายเป็นว่าเดินขึ้นเขามาเกือบ 2 กิโลเมตร ตั้งใจมาดื่มกาแฟ แต่สุดท้ายไม่ได้ดื่มกาแฟสักแก้ว

ถ้าคิดในมุมหนึ่งก็ดูเหมือนเดินมาเสียเที่ยว แต่พอมองอีกมุมหนึ่ง ผมกลับรู้สึกว่าไม่ได้เสียเที่ยวเลย

เพราะกาแฟเป็นเพียงเหตุผลที่ทำให้ผมออกเดินเท่านั้นเอง

ร้านกาแฟบนดอย ด่านป่าสัก แม่สาย

สิ่งที่ได้กลับมามากกว่ากาแฟหนึ่งแก้ว

หลังจากพักอยู่ด้านบนสักระยะ ผมเริ่มเดินกลับลงมาทางเดิม

ขากลับแตกต่างจากขาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถนนที่ตอนขึ้นทำให้ต้องหยุดหายใจอยู่หลายครั้ง พอเดินลงกลับรู้สึกง่ายขึ้นมาก ร่างกายไม่ต้องออกแรงต้านความสูงเหมือนตอนขึ้น จึงมีเวลาเงยหน้ามองรอบตัวได้มากกว่าเดิม

ระหว่างเดินกลับ ผมคิดถึงสิ่งที่ได้จากการออกจากบ้านในเช้าวันนี้

ผมได้เดินออกกำลังกาย ได้ใช้เวลาอยู่กลางธรรมชาติ ได้เห็นภูเขาในวันที่มีฝน ได้เจอผู้คน ได้เห็นใบไม้สีทอง ได้ฟังเสียงนก ได้ถ่ายวิดีโอ ได้ภาพถ่าย และได้เรื่องหนึ่งกลับมาเขียนลงบล็อก

ถ้าเช้าวันนี้ผมเลือกอยู่บ้าน สิ่งเหล่านี้ก็คงไม่เกิดขึ้น

นั่นไม่ได้หมายความว่าการอยู่บ้านเป็นเรื่องไม่ดี บางวันผมเองก็อยากอยู่บ้าน อ่านหนังสือ เขียนงาน ทำสวน หรือนั่งมองแมว แต่บางวันการพาตัวเองออกไปข้างนอกโดยไม่จำเป็นต้องมีแผนใหญ่ ก็ทำให้ชีวิตธรรมดาวันหนึ่งมีวัตถุดิบเพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด

สำหรับคนทำงานเล่าเรื่องอย่างผม การออกไปใช้ชีวิตหนึ่งครั้งอาจไม่ได้ให้เพียงคลิปหนึ่งคลิป จากการเดินครั้งเดียว ผมสามารถนำภาพกลับมาตัดเป็นวิดีโอยาว ทำคลิปสั้น เลือกภาพมาลงโซเชียล และกลับมานั่งเขียนบทความนี้ได้อีก

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงระหว่างทางจึงมีค่ามากกว่าแผนที่วางไว้เสียอีก

บรรยากาศด่านป่าสัก ชายแดนไทยเมียนมาร์ แม่สาย เชียงราย

42 นาที กับความสูงสะสม 178 เมตร

เมื่อจบการเดิน ผมเปิดดูข้อมูลการออกกำลังกายที่บันทึกไว้ ระยะทางขาขึ้นอยู่ที่ประมาณ 2 กิโลเมตร ใช้เวลาราว 42 นาที มีความสูงสะสมประมาณ 178 เมตร และเผาผลาญพลังงานจากการเคลื่อนไหวไปประมาณ 165 กิโลแคลอรี

ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายในแง่การแข่งขัน เพราะผมไม่ได้ตั้งใจทำเวลาอยู่แล้ว แต่พอเห็นข้อมูลก็เข้าใจทันทีว่าทำไมตอนเดินขึ้นถึงเหนื่อยกว่าการเดิน 2 กิโลเมตรตามปกติ

มันยังทำให้ผมเห็นอีกอย่างว่า การออกไปเที่ยวใกล้บ้านไม่จำเป็นต้องใช้รถขับไปถึงทุกจุดเสมอไป บางเส้นทาง ถ้ามีเวลาและสภาพอากาศเหมาะสม การจอดรถไว้แล้วเดินเข้าไปช้า ๆ อาจทำให้เราเห็นสถานที่นั้นต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

เวลาขับรถ เรามองเห็นปลายทาง

แต่เวลาเดิน เรามองเห็นระหว่างทางมากขึ้น

ใบไม้สีทองบนด่านป่าสักแม่สาย

สุดท้ายไม่ได้กินกาแฟ แต่ก็ไม่ได้กลับบ้านมือเปล่า

ผมกลับถึงบ้านในช่วงที่ฝนเริ่มตกลงมาอีกครั้ง ซื้อกับข้าวสองถุงกับข้าวต้มมัดติดมือกลับมาด้วย หุงข้าว กินข้าว แล้วนั่งพักหลังจากใช้ขาเดินขึ้นลงภูเขามาตลอดช่วงเช้า

เมื่อย้อนคิดดู แผนตอนออกจากบ้านเรียบง่ายมาก แค่จะเดินขึ้นไปดื่มกาแฟบนเขาแล้วกลับลงมา

สุดท้ายกาแฟไม่ได้กิน

แต่กลับได้ออกกำลังกาย ได้วิดีโอหนึ่งเรื่อง ได้คลิปสั้นหลายช่วง ได้ภาพถ่าย ได้เห็นแม่สายในอีกบรรยากาศหนึ่ง และสุดท้ายก็ได้บทความหนึ่งเรื่องกลับมาเขียนเก็บไว้บน VchaiBlog

บางทีชีวิตประจำวันของเราก็ไม่ได้จำเป็นต้องเกิดเรื่องพิเศษตลอดเวลา ถึงจะมีเรื่องให้เล่า

ถนนเปียกเส้นหนึ่ง ฝนที่ตกลงมากลางทาง ใบไม้สีทองหนึ่งใบ คนที่เดินสวนกัน สุนัขที่เจอข้างถนน ความเหนื่อยตอนเดินขึ้นเขา หรือแม้แต่กาแฟหนึ่งแก้วที่ตั้งใจจะกินแต่สุดท้ายไม่ได้กิน ทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในเช้าวันธรรมดา

แต่เมื่อกลับมานั่งคิดถึงมันอีกครั้ง ผมพบว่าวันนั้นไม่ได้ว่างเปล่าเลย

และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผมยังชอบออกไปเดิน ชอบถือกล้องติดตัว และชอบกลับมาเขียนบันทึกเรื่องราวลงบนพื้นที่เล็ก ๆ แห่งนี้

เพราะบางครั้งเราไม่จำเป็นต้องออกเดินทางไกลเพื่อให้มีเรื่องเล่า

แค่เปิดประตูบ้านออกไป แล้วลองเดินดูว่า วันนี้ระหว่างทางจะมีอะไรให้เราเห็นบ้าง

ส่วนกาแฟแก้วนั้น…

เอาไว้วันหน้าค่อยกลับขึ้นไปกินก็ได้

ชมบรรยากาศด่านป่าสัก อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย

บทความที่เกี่ยวข้อง