เดินเที่ยวงานโล้ชิงช้าอาข่า
ดอยแม่สลอง เชียงราย 2569

บทความโดย VchaiBlog

เดินเที่ยวงานโล้ชิงช้าอาข่า  ดอยแม่สลอง เชียงราย 2569

บันทึกการเดินทางครึ่งวัน กับตลาดบนดอย ผู้คน และเรื่องเล่าระหว่างทาง

เช้าวันนี้ผมตัดสินใจขี่ Vespa ออกจากบ้านขึ้นไปทางดอยแม่สลอง เพื่อไปเดินเที่ยวงานโล้ชิงช้าอาข่าที่จัดขึ้นบริเวณสามแยกอาข่า อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

ความจริงแล้วการเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นทริปใหญ่โตอะไรเลย จากบ้านของผมใช้เวลาขี่รถประมาณหนึ่วชั่วโมงก็ถึง และผมก็ตั้งใจว่าจะใช้เวลาอยู่ที่งานเพียงช่วงเช้า เดินดูบรรยากาศ ถ่ายวิดีโอเท่าที่อยากถ่าย แล้วก่อนเที่ยงหรือเมื่อเริ่มเหนื่อยก็ค่อยกลับบ้าน

ผมเพิ่งได้กล้อง DJI Osmo Action 6 มาใหม่ ทริปนี้จึงเป็นเหมือนการทดลองใช้กล้องไปในตัว ผมไม่ได้พกอุปกรณ์ถ่ายทำมากมายเหมือนบางครั้งที่ผ่านมา ไม่ได้คิดว่าจะต้องสร้างภาพสวยทุกช็อต หรือกำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องสัมภาษณ์ใครบ้าง แค่ถือกล้องตัวเล็ก ๆ แล้วเดินไปตามสิ่งที่ตัวเองสนใจ

กลายเป็นว่าความเรียบง่ายแบบนี้ทำให้การเดินทางสนุกกว่าที่คิด

ขี่เวสป้าขึ้นดอย

เส้นทางจากบ้านขึ้นมาทางดอยแม่สลองในเช้าวันนี้สวยมาก ท้องฟ้าสีฟ้าสลับกับเมฆก้อนใหญ่ ภูเขายังคงเขียวจากฤดูฝน และเมื่อถนนผ่านบริเวณไร่ข้าวโพด ลมบนภูเขาก็พัดต้นข้าวโพดให้ไหวไปมา

ผมเคยเดินทางผ่านเส้นทางเหล่านี้หลายครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังรู้สึกอยู่เสมอคือ การอยู่เชียงรายทำให้การเดินทางไปพบภูเขา หมู่บ้าน และชุมชนต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมาก บางครั้งออกจากบ้านเพียงครึ่งชั่วโมง บรรยากาศรอบตัวก็เปลี่ยนไปแล้ว

เช้านี้ก็เช่นกัน

จากบ้านและทุ่งนาที่คุ้นเคย ไม่นานผมก็เข้ามาอยู่ท่ามกลางถนนบนภูเขา ไร่ข้าวโพด และหมู่บ้านของผู้คนหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์

เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณสามแยกอาข่า ผมจอดรถแล้วเริ่มเดินเข้าไปในงาน

งานโล้ชิงช้าในวันนี้เป็นวันที่สองและเป็นวันสุดท้ายของงาน วันก่อนหน้ามีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ มีผู้ว่าราชการจังหวัดเดินทางมาเปิดงาน ส่วนวันที่ผมมา บรรยากาศจึงออกไปทางงานชุมชน ผู้คนมาเดินเที่ยว ซื้อของ ดูการแสดง และร่วมกิจกรรมกันมากกว่า

ความรู้สึกแรกของผมคือ งานไม่ได้มีลักษณะเป็นงานท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่ถูกจัดขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปโดยเฉพาะ แต่มีกลิ่นอายของงานท้องถิ่นอยู่มาก คล้ายเวลาเราไปเดินงานวัดหรืองานประจำปีของชุมชน เพียงแต่สิ่งที่อยู่รอบตัวเราเป็นวัฒนธรรม อาหาร เสื้อผ้า และผู้คนบนพื้นที่สูงของเชียงราย

ตอนผมมาถึงช่วงแรก การแสดงยังไม่เริ่ม ผมเดินถือกล้องไปเรื่อย ๆ แล้วเผลอพูดออกมาว่า

“เรามากันแต่เช้าไปไหม ไม่เห็นการแสดงเลย”

ผมพูดไปตามที่คิดในขณะนั้นจริง ๆ

แต่หลังจากเดินอยู่ไม่นาน ผู้คนก็เริ่มเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ จนบริเวณงานคึกคัก และการแสดงบนเวทีก็เริ่มขึ้นในที่สุด

บรรยากาศผู้คนภายในงานโล้ชิงช้าอาข่า

สิ่งหนึ่งที่ผมใช้เวลาเดินดูนานพอสมควรกลับไม่ใช่เวทีการแสดง แต่เป็นตลาดที่อยู่ภายในงาน

ผมเป็นคนชอบเดินตลาดอยู่แล้ว โดยเฉพาะตลาดที่มีของซึ่งเราไม่ค่อยเห็นในตลาดทั่วไป พอเดินผ่านแผงไหนแล้วเห็นผัก ผลไม้ หรืออาหารหน้าตาไม่คุ้นเคย ผมก็มักจะหยุดดูและถามแม่ค้าว่า “อันนี้คืออะไรครับ”

บางครั้งตัวผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องอยากรู้ไปหมด

แต่การถามคำถามง่าย ๆ แบบนี้กลับทำให้เราได้คุยกับผู้คน และได้รู้จักสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าการเดินผ่านไปเฉย ๆ

ในตลาดมีผลผลิตจากบนดอยวางขายอยู่หลายอย่าง ทั้งกล้วย ผัก หน่อไม้ ดอกขิง ผลไม้พื้นถิ่น รวมถึงของกินบางชนิดที่ผมเองไม่คุ้นเคย

ผมเดินไปเจอกล้วยหอมหวีใหญ่ที่แม่ค้านำมาวางขาย พอถามราคาแล้วถึงกับประหลาดใจ เพราะหวีหนึ่งราคาเพียง 30–40 บาทเท่านั้น

ตอนแรกผมนึกว่าหวีขนาดนี้ ถ้าไปซื้อในตลาดแม่สายอาจต้องจ่ายเป็นร้อยบาท พอแม่ค้าบอกราคา ผมจึงซื้อกลับมาหนึ่งหวี ราคา 40 บาท

หวีใหญ่มากจนตอนถือเดินอยู่ในงานรู้สึกเหมือนได้ของฝากชิ้นใหญ่กลับบ้านทั้งที่เพิ่งเริ่มเดินตลาดได้ไม่นาน

ของขายในตลาดชนเผ่างานโล้ชิงช้า

เดินต่อมา ผมเห็นของบางอย่างวางอยู่บนแผงจึงชี้ไปถามแม่ค้าว่า

“อันนี้คืออะไรครับ”

แม่ค้าบอกว่าเป็น “รากชูดอง”

ผมไม่เคยกินมาก่อน จึงถามต่อว่าต้องทำให้สุกหรือต้มก่อนหรือเปล่า แม่ค้าบอกว่าไม่ต้อง ดองแบบดิบ ๆ ก็กินได้ และยังชวนผมลองชิมด้วย

ผมอยากลองอยู่เหมือนกัน แต่ติดปัญหาอย่างหนึ่งคือ ตอนนี้ผมกำลังจัดฟัน ของบางอย่างที่แข็งหรือเป็นเส้น ๆ เวลากินแล้วติดเหล็กจัดฟันค่อนข้างง่าย ผมจึงหัวเราะแล้วบอกแม่ค้าว่า

“มันติดเหล็กจัดฟันครับ”

บทสนทนาก็เลยกลายเป็นเรื่องขำ ๆ กันไป

หลังจากนั้นแม่ค้าก็เริ่มหยิบของอย่างอื่นมาให้ผมดูต่อ รวมถึงผลไม้ป่าบางชนิด เช่น หมากแฟน ซึ่งเป็นของที่ถ้าเราเพียงเดินผ่านโดยไม่ถาม ก็คงไม่รู้ว่ามันคืออะไร

ผมรู้สึกว่าตลาดแบบนี้สนุกตรงนี้เอง

เราไม่ได้เดินเพื่อซื้อของอย่างเดียว แต่เหมือนได้เรียนรู้จากคนขายไปด้วย ของแต่ละอย่างมีชื่อ มีวิธีกิน และมีเรื่องราวของพื้นที่อยู่ข้างหลัง

แผงผัก ผลไม้ หรือแม่ค้ากำลังหยิบของให้ดู

อีกอย่างที่สะดุดตาผมคือดอกขิง

ตอนแรกผมก็ไม่แน่ใจว่ามันกินอย่างไร แต่พอถามและเห็นว่าชาวบ้านนำมาขายเป็นผัก ผมจึงซื้อกลับมาสองกำ ตั้งใจว่าจะกลับไปลองชิมที่บ้าน

นอกจากนี้ยังมีหมากจี่กุ๊ก ซึ่งแม่ค้าขายใส่จาน จานละ 20 บาท ผมซื้อกลับมาด้วย รวมทั้งของพื้นถิ่นอีกหลายอย่างที่ได้เห็นระหว่างเดินตลาด เช่น มะเม่า หน่อไม้ และผลผลิตจากภูเขา

สิ่งที่ผมชอบมากคือราคาของหลายอย่างไม่ได้แพงเลย เพราะเป็นผลผลิตที่คนในพื้นที่นำมาขายกันโดยตรง

เดินตลาดไปสักพัก จากที่ตั้งใจเพียงมาดูงาน กลายเป็นว่ามือเริ่มเต็มไปด้วยของที่ซื้อกลับบ้าน

นี่เป็นนิสัยอย่างหนึ่งของผม เวลาเห็นอะไรไม่รู้จักก็มักจะถาม พอถามแล้วรู้ว่ากินได้ก็อยากลอง พออยากลองก็มักจบด้วยการซื้อกลับบ้าน

บางครั้งการเดินทางของผมจึงไม่ได้จบตอนกลับถึงบ้าน เพราะของที่ซื้อกลับมายังกลายเป็นเรื่องให้ทดลอง ชิม และเล่าต่อได้อีก

หลังจากเดินตลาด ผมเดินไปดูบริเวณเวที ซึ่งเริ่มมีการแสดงของกลุ่มต่าง ๆ สลับกันขึ้นมา

ภายในงานไม่ได้มีเพียงการแสดงของชาวอาข่าเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์จากชุมชนต่าง ๆ มาร่วมแสดงด้วย แต่ละชุดมีการประกาศชื่อหมู่บ้านหรือกลุ่มก่อนขึ้นเวที ทำให้บรรยากาศเหมือนเป็นพื้นที่ที่ผู้คนจากหลายชุมชนมาพบกัน

เสื้อผ้าของผู้แสดงแต่ละกลุ่มมีสีสันและรายละเอียดแตกต่างกัน เสียงดนตรี เสียงประกาศ และเสียงผู้คนรอบ ๆ ทำให้พื้นที่ซึ่งตอนผมมาถึงยังดูค่อนข้างเงียบในช่วงเช้า กลายเป็นพื้นที่คึกคักขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

ผมไม่ได้พยายามพูดทับการแสดงมากนัก เพราะอยากเก็บเสียงจริงของงานเอาไว้ด้วย

บางช่วงจึงเพียงยืนถือกล้องและปล่อยให้ภาพกับเสียงตรงหน้าเล่าเรื่องของมันเอง

การแสดงชนเผ่าลาหู่

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตจากการใช้กล้อง Action ตัวเล็กในวันนี้คือ ผมสามารถเข้าใกล้ผู้คนและพูดคุยได้เป็นธรรมชาติกว่าการถือกล้องขนาดใหญ่

เวลาผมเดินไปถามแม่ค้า กล้องอยู่ข้างหน้า แต่ตัวผมอยู่ด้านหลังกล้อง ผมยังสามารถสบตากับคนตรงหน้า ยิ้มให้เขาก่อน แล้วจึงถามคำถาม

ผมมักยิ้มให้คนที่กำลังจะคุยด้วยก่อนเสมอ

รอยยิ้มแรกของผมอาจไม่ได้อยู่ในภาพ แต่สิ่งที่กล้องบันทึกได้บ่อยครั้งคือรอยยิ้มที่อีกฝ่ายส่งกลับมา

เมื่ออีกฝ่ายรู้สึกว่าเรามาคุยด้วยอย่างเป็นมิตร บทสนทนาก็มักดำเนินไปง่าย ๆ ไม่ได้รู้สึกเหมือนการสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ

ผมถามเพราะอยากรู้จริง ๆ เขาก็ตอบในสิ่งที่เขารู้ แล้วบางครั้งเรื่องหนึ่งก็พาไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง

ผมเริ่มรู้สึกว่าการถ่ายวิดีโอแบบนี้อาจเหมาะกับตัวเองมากกว่าที่คิด

เราเห็นอะไร ก็ถ่ายสิ่งนั้น

สงสัยอะไร ก็ถาม

คิดอะไรอยู่ ก็พูดออกมาตามจริง

คนดูจึงได้เห็นสิ่งที่ผมเห็น และได้ยินสิ่งที่ผมกำลังคิดอยู่ในขณะนั้นไปพร้อมกัน

ช่วงสายแดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ และผู้คนภายในงานก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น

จากตอนแรกที่ผมสงสัยว่าตัวเองมาเช้าเกินไปหรือเปล่า กลายเป็นว่าช่วงใกล้เที่ยงคนเดินกันแน่นมาก อากาศเริ่มร้อน ผมเองก็เดินมาพอสมควรแล้ว จึงคิดว่าน่าจะถึงเวลากลับบ้าน

ผมไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องอยู่จนงานเลิก หรือถ่ายทุกกิจกรรมให้ครบ

สำหรับผม การมาเที่ยวงานครั้งนี้ไม่ใช่ภารกิจที่จะต้องบันทึกทุกอย่าง แต่เป็นการเข้ามาใช้เวลาช่วงหนึ่ง ดูสิ่งที่อยากดู คุยกับคนที่ได้พบ แล้วเมื่อรู้สึกว่าเพียงพอก็เดินทางกลับ

การเที่ยวใกล้บ้านมีข้อดีตรงนี้

ไม่จำเป็นต้องพยายามใช้ทุกนาทีให้คุ้มเหมือนเวลาเดินทางไกล เพราะรู้ว่าเส้นทางและภูเขาเหล่านี้ยังอยู่ไม่ไกลจากบ้าน วันหนึ่งอยากกลับมาอีกก็มาได้

ผมจึงเดินกลับไปที่รถ พร้อมกล้วยหวีใหญ่ ดอกขิง หมากจี่กุ๊ก และเรื่องเล่าอีกหลายอย่างที่ไม่ได้คิดว่าจะได้มาตอนออกจากบ้าน

สามแยกอาข่า ดอยแม่สลอง

ขากลับผมยังได้เจอเรื่องสนุกอีกเรื่องหนึ่ง

ระหว่างขี่ Vespa ลงมาจากดอย ผมเห็นช่างภาพคนหนึ่งตั้งกล้องอยู่ริมถนน เป็นช่างภาพจากเพจ “หลงเขา” ที่มาถ่ายภาพคนขี่รถและนักท่องเที่ยวซึ่งผ่านเส้นทางนี้

ผมรู้ว่ากล้องกำลังถ่ายอยู่ จึงตั้งใจขี่ผ่านให้ถ่ายเสียเลย

ภายหลังผมเข้าไปดูภาพและติดต่อซื้อรูป ช่างภาพคิดค่าภาพชุดละ 150 บาท แต่เมื่อเห็นว่ามีรูปของผมหลายภาพและถ่ายมาให้ตั้งแต่รถอยู่ไกลจนขี่ผ่านหน้ากล้อง ผมจึงโอนไปให้ 200 บาท

ภาพที่ได้กลับมาสวยกว่าที่คิด

มีทั้งภาพผมกับ Vespa ท่ามกลางถนนและต้นไม้บนภูเขา เป็นภาพที่ผมเองไม่มีทางถ่ายให้ตัวเองได้ในขณะที่กำลังขี่รถ

ผมยังบอกช่างภาพไว้ด้วยว่า ถ้าช่วงหน้าหนาวไปตั้งกล้องแถวเส้นทางดอกบัวตองดอยแป๋หลวงก็ให้แจ้งทางเพจ วันไหนผมผ่านไปอาจได้ใช้บริการกันอีก

มันเป็นเรื่องเล็ก ๆ ระหว่างทาง แต่ผมชอบมาก

คนหนึ่งออกมาขี่รถเที่ยว อีกคนออกมาตั้งกล้องถ่ายภาพริมถนน แล้วคนสองคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนก็ได้พูดคุยและสนับสนุนงานของกันและกันจากการพบกันเพียงไม่กี่นาที

จากนั้นผมขี่รถกลับบ้าน

เส้นทางเดิมที่ขามาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ขากลับผมกลับรู้สึกอยากมองมันมากขึ้น ทั้งภูเขา เมฆ และไร่ข้าวโพดที่กำลังไหวตามลม

เมื่อกลับถึงบ้าน ผมเอาของที่ซื้อจากตลาดออกมาดูอีกครั้ง ล้างดอกขิงและหมากจี่กุ๊ก แล้วลองกัดดอกขิงสดดูเล็กน้อย

กลิ่นของมันสดและหอม มีความเผ็ดอ่อน ๆ แบบขิง แต่ให้ความรู้สึกสดชื่นในปากอย่างประหลาด

ของที่เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนผมยังยืนชี้อยู่หน้าแผงแล้วถามแม่ค้าว่า “อันนี้อะไรครับ” ตอนนี้กลับมาอยู่บนโต๊ะที่บ้านแล้ว

พอมองย้อนกลับไป การเดินทางวันนี้ใช้เวลาเพียงครึ่งวันเท่านั้น

ผมไม่ได้เดินทางไปจังหวัดอื่น ไม่ได้พักโรงแรม ไม่ได้วางแผนทริปล่วงหน้าหลายวัน และไม่ได้มีสถานที่สำคัญที่ต้องเก็บให้ครบตามรายการ

เพียงออกจากบ้านในตอนเช้า ขี่รถประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วปล่อยให้ความอยากรู้อยากเห็นพาเดินไปเรื่อย ๆ

แต่ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ผมได้เห็นการแสดง ได้คุยกับแม่ค้า ได้รู้จักอาหารและผลผลิตที่ไม่เคยรู้จัก ซื้อของกลับบ้าน ได้เห็นวิถีของผู้คน ได้พบช่างภาพริมถนน และได้มองภูเขาระหว่างทางอีกครั้ง

ผมเริ่มคิดว่าการเดินทางอาจไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในสถานที่ห่างไกลเสมอไป

บางครั้งสิ่งที่ทำให้วันหนึ่งน่าสนใจคือการออกจากบ้าน แล้วเปิดพื้นที่ให้ตัวเองได้สงสัยกับสิ่งที่พบ

“อันนี้คืออะไรครับ”

คำถามง่าย ๆ เพียงประโยคเดียว บางครั้งทำให้เราได้รู้จักทั้งอาหาร คนขาย เรื่องราวของพื้นที่ และสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน

เมื่อกลับถึงบ้าน ผมกินข้าวแล้วนอนพักกลางวัน

ตื่นขึ้นมา ภาพจากช่างภาพริมถนนถูกส่งมาถึงพอดี ส่วนวิดีโอที่ถ่ายในช่วงเช้าก็กลายเป็นคลิปยาวอีกหนึ่งตอนของ VchaiBlog

เป็นการเดินทางเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่เมื่อมองดูอีกครั้ง ผมกลับรู้สึกว่าได้เรื่องราวกลับมามากกว่าที่คิด

และนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ผมยังชอบออกไปเดินดูสิ่งต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ

เราไม่รู้หรอกว่า เมื่อออกจากบ้านในเช้าวันหนึ่ง จะได้พบอะไรระหว่างทางบ้าง

บรรยากาศ เดินเที่ยวงานโล้ชิงช้าอาข่า ดอยแม่สลอง เชียงราย

บทความที่เกี่ยวข้อง