สามเหลี่ยมทองคำหลังฝน

เมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา สามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ปกคลุมไปด้วยหมอกควันไฟแทบมองไม่เห็นอะไรเลย นักท่องเที่ยวบางตา ต้นไม้ใบหญ้าดูจะเงียบซึม เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าวและฝุ่นพีเอ็มสองจุดห้า ทำให้ทุกอย่างดูไม่น่ามอง
แต่เมื่อสายฝนและสายลมเริ่มแวะมาทักทาย ขับไล่หมอกควันไฟให้จางหาย อากาศก็ค่อยๆ กลับมาคลี่คลาย สุขสดชื่น และน่าอยู่มากขึ้น
ท้องฟ้าเปิดโล่ง ถนนหนทางสะอาด ดอกไม้เบ่งบาน ทุกอย่างเหมาะสำหรับให้ออกไปสัมผัสโลกในวันที่อากาศดี ความสดชื่นทำให้น่ามอง น่ายล และน่าดื่มด่ำ
วันนี้ผมจึงขับรถช้าๆ ออกมามองสายน้ำโขง ดูวิวสุดอลังการ ปล่อยให้สายลมพัดผ่านใบหน้า

แม่น้ำเล็กๆ สีขุ่นนั้นคือแม่น้ำรวก ส่วนแม่น้ำเส้นใหญ่สีฟ้านั้นคือแม่น้ำโขง แม่น้ำสองสายที่ไหลมาสบกันพอดีที่สบรวก ที่นี้คือแหล่งท่องเที่ยวเชิงภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์อันน่าค้นหาของสามประเทศได้แก่ ประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศพม่า
เหตุใดจึงชื่อสามเหลี่ยมทองคำ เหตุใดการแบ่งเขตแดนประเทศจึงใช้แม่น้ำ และเหตุใดแม่น้ำจึงไหลมาเจอกัน ทุกคำถามล้วนมีคำตอบที่รอให้นักเดินทางออกมาค้นหา
ต้นเดือนพฤษภาคมเช่นนี้ ดอกไม้หลายชนิดเริ่มเบ่งบาน เช่น ดอกหางนกยูงสีแดง ดอกคูณสีเหลือง ดอกอินทนิลสีม่วง และอีกหลากหลายสีสันต์ ที่ล้วนออกมาต้อนรับสายฝน
การยืนมองทัศนียภาพนานๆ ช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบันได้ดีขึ้น สายน้ำไหลอย่างเชื่องช้า เหมือนเวลาที่ไหลไปอย่างแผ่วเบา ทุกอย่างในชีวิตเราก็คงเช่นกัน มันค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ การมองสายน้ำช่วยให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น

หากสังเกตอีกนิด ร้านค้าขายของที่ระลึกยังคงเปิดให้บริการ แม้นักท่องเที่ยวจะบางตาไปบ้าง แต่ระบบเศรษฐกิจยังคงเดินหน้าต่อไป ผู้คนยังคงใช้ชีวิต ดำรงอยู่ หาเลี้ยงชีพ ต้นไม้ยังคงเติบโต ตึกราบ้านช่องอีกฝั่งแม่น้ำยังคงก่อสร้าง พัฒนา ระบบทุนนิยมยังคงทำงานเพื่อนำพาความเจริญ เทคโนโลยี และสิ่งก่อสร้างมากมายมาเยี่ยมเยียนสายน้ำ
แม่โขงจะรู้ไหมนะ….? สองฝั่งแม่นั้นกำลังเติบโตด้วยสิ่งก่อสร้างทางวิศวกรรมอันสูงใหญ่ ผู้คนหลากหลายยุคสมัยแปรเปลี่ยนไปตามวิวัฒนาการ หรือจริงๆแล้ว แม่โขงจะรู้ แม่โขงเข้าใจแล้วปล่อยผ่าน ปล่อยให้ทุกอย่างไหลไปตามกาลเวลา…
