
ความว่างเปล่าในหัวผม
แสงอาทิตย์อัสดง ลูบไล้ต้นข้าวโพดที่กำลังโตอย่างเชื่องช้า สายลมเย็นพัดแผ่วเบา พร้อมกับดวงตะวันที่อ่อนแสงลง เตรียมลาลับยอดเขาและพักผ่อน ผมเดินเตร็ดเตร่อย่างช้าๆ ปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมันอย่างที่เป็น
การเดินออกกำลังกายช่วงเวลาเย็น เป็นความเคยชินของผมไปแล้ว มันอาจไม่ใช่กิจวัตร แต่มันกลายเป็นหน้าที่ของชีวิต แค่เดินไปข้างหน้า เดินเพื่อให้ร่างกายได้ขยับ เดินเพื่อให้ชีวิตได้เคลื่อนไหว
ช่วงนี้ในหัวผมว่างเปล่า เหมือนหม้อข้าวที่ไม่มีข้าวสารบรรจุอยู่ มันไร้ซึ่งสาระอันสำคัญที่ควรบรรจุอยู่ภายใน มองไปทางไหนก็ไร้ซึ่งความคิดดีๆ เหมือนแค่ดำรงชีวิตอยู่ไปวันๆ ตามบทบาทและหน้าที่ ไร้ซึ่งความสร้างสรรค์ดีๆ ที่ควรมอบให้โลก
ผมโอบรับความว่างเปล่านั้น ชีวิตไม่จำเป็นต้องเติมอะไรให้เต็มตลอดเวลา คงเหมือนกับการกินอาหาร เมื่อเรากินอิ่มท้องแล้วย่อยกระเพาะกลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง ความคิดในหัวสมองของผมเช่นกัน มันอาจว่างเปล่า เพื่อเตรียมรับสิ่งใหม่ในอนาคตก็อาจเป็นไปได้
ผมเดินช้าๆ ปล่อยให้รถราเคลื่อนที่ไปมา ใช้สายตามองหาอะไรบางอย่าง ที่ทำให้ชีวิตรื่นรมย์ขึ้นมาบ้าง แน่นอน “เมื่อเรามองหา เราก็จะมองเห็น” ดอกไม้หลากสีชูช่อสั่นไหวไปมา หมู่นกกากำลังบินกลับรัง ใบอ่อนต้นข้าวโพดโบกมือทักทาย พื้นดินปรากฏร่องรอยการไหลของน้ำฝน ทุกอย่างที่เห็นคือร่องรอยของการมีชีวิตอยู่
ผมปล่อยให้ความว่างเปล่าทำงานของมัน แม้ตอนนี้ ผมจะไม่มีความคิดอะไรผุดขึ้นมาในหัว ไม่มีอะไรให้ทำใหม่ ไม่มีความรู้อะไรพอจะสร้างนวัตกรรมยิ่งใหญ่ หรือไม่แม้แต่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่นั่นกลับไม่ใช่ปัญหา แค่ผมยังหายใจได้ เดินออกกำลังกายตอนเย็นได้ มองเห็นแสงอาทิตย์และความงามรอบตัวได้ ก็เพียงพอแล้วที่จะมีชีวิตอยู่
ความว่างเปล่าในชีวิตไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวเสมอไป มันคือช่วงหนึ่งของความเป็นมนุษย์ คล้ายจังหวะหยุดของโน้ตเพลง เราก็แค่ใช้ชีวิตไปกับความว่างเปล่านั้น เพื่อให้ชีวิตเราเติบโตต่อไป…
บทความเขียนโดย VchaiBlog