
เสน่ห์ของฤดูร้อน
ผมแปลกใจตัวเองว่า กลายเป็นคนชอบฤดูร้อนตั้งแต่เมื่อไหร่ เพียงแค่นั่งเงียบๆ คนเดียวในสวน มองต้นไม้ ดอกไม้ และสิ่งรอบตัวก็พบว่า ฤดูร้อนก็งดงามในแบบของมัน
ปลายเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม อากาศจะร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ แสงแดดแผดเผาทุกสรรพสิ่งบนพื้นโลกอย่างไม่ปราณี แม้แต่ต้นไม้ก็เหี่ยวเฉา สายน้ำเหือดแห้ง ดินแตกระแหง ช่างเป็นฤดูแห่งความโดดเดี่ยว อ้างว้าง และเหนื่อยหน่าย
แต่เช้านี้ ผมกลับรู้จักต่างออกไปเล็กน้อย เพราะสิ่งที่สังเกตเห็นเล็กๆ คือ พระอาทิตย์ขึ้นไวกว่าปกติ เสียงนกยามเช้าปลุกผมให้ลุกแต่เช้าตรู่ ตั้งแต่ตีห้าทุกอย่างรอบตัวก็พร้อมดำเนินไปบนเส้นทางของตัวเอง กลางวันยาวนานขึ้น กว่าที่พระอาทิตย์จะตกดินก็ใช้เวลานานเกือบหนึ่งทุ่ม หรือบางวันหนึ่งทุ่มไปแล้ว แสงตะวันพึ่งค้างอยู่บนยอดดอย ทำให้มีเวลากลางวันยาวนานขึ้น ดอกไม้สีเหลือง สีม่วง สีส้ม มักเด่นสะดุดตาในช่วงลมร้อนพัดมาทักทาย
และที่ผมชอบมากเป็นพิเศษคือ ซักผ้าตากแล้วแห้งไว เหมาะมากกับการซักผ้าห่ม ผ้าขนหนู รองเท้าผ้าใบ เครื่องนุ่งห่มต่างๆ กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มติดเสื้อผ้าดีขึ้น อาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงก็แห้งเร็ว กวาดบ้านถูบ้านล้างห้องน้ำสะอาดขึ้น พูดง่ายๆ ว่า การทำงานบ้านมีความสุขขึ้นอย่างมหัศจรรย์

ช่วงกลางวันของหน้าร้อน ไม่เหมาะกับการออกจากบ้านแม้แต่น้อย จึงเป็นเหตุให้ผมชอบอยู่บ้าน ทำกับข้าวง่ายๆ กินเอง เดินเล่นในสวน นั่งจิบกาแฟใต้ร่มไม้ เขียนบันทึกอะไรบางอย่าง มันเป็นฤดูที่ไม่อยากออกจากบ้านไปไหนไกล เพราะการออกจากบ้านเหมือนกับการเสี่ยงชีวิตไปผจญเพลิงไฟอันร้อนระอุ ทางเลือกที่ดีคืออยู่ในบ้านเปิดแอร์หรือเปิดพัดลม ทำให้ชีวิตมีความสุขมากกว่าการออกเดินทางไปข้างนอก
สรุป เสน่ห์ของฤดูร้อนสำหรับผม พระอาทิตย์ขึ้นไว กลางวันยาวนาน ทำงานบ้านมีความสุข การอยู่บ้านคือทางเลือก เหมาะกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มันจึงมีเสน่ห์อย่างประหลาด
อีกเรื่องที่ชอบในหน้าร้อนคือ ผักและผลไม้หน้าร้อนคือที่สุดของความอร่อย ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง มะยงชิด ผักหวานป่า ผักสาป และอีกมากมายให้ได้ลิ้มรสความอร่อยของอาหารพื้นถิ่นที่มาเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น
มาเสพความรื่นรมย์ของหน้าร้อนอย่างเต็มอิ่ม ก่อนที่สายฝนจะนำพาความเปียกชุ่มมาเยือนในอีกไม่นาน เพราะถัดจากฤดูร้อนคือฤดูฝนครับ